พรีเมียร์ลีก Archive

จากเด็กเส้นสู่ผู้กุมบังเหียนทัพสิงโตน้ำเงินคราม แฟรงค์ แลมพาร์ด

กองกลางระดับตำนานที่มีมันสมองอัจฉริยะและซัดลูกบอลผ่านมือผู้รักษาประตูทีมคู่แข่งได้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของสโมสร แน่นอนว่าประโยคนี้ถ้าเราพูดกับเหล่าสาวกเชลซี คนเดียวที่พวกเขาจะนึกถึงนั่นก็คือชายที่ชื่อ แฟรงค์ แลมพาร์ด แต่รู้ไหมว่าก่อนหน้าที่จะมีชื่อเสียงโด่งดังจนเป็นที่รักใคร่ในหมู่แฟน ๆ เส้นทางลูกหนังของเขาไม่ธรรมดาเอาซะเลย มีทั้งเรื่องราวสุดดราม่าและภาพความประทับใจมากมายตลอดชีวิตการค้าแข้ง รวมถึงยังต้องฝ่าฟันเสียงวิจารณ์ต่าง ๆ นา ๆ มานับครั้งไม่ถ้วน ฝันอยากติดทีมชาติตั้งแต่เด็ก เจ้าหนูแลมพาร์ดเกิดในครอบครัวที่มีพื้นฐานทางการเงินที่ดี โดยเป็นบุตรชายของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ซีเนียร์ ตำนานผู้เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าสาวกเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ด้วยเหตุนี้เองทำให้ในวัยเด็กของเขาจึงค่อนข้างจะเรียบง่าย มุ่งมั่นขยันศึกษาร่ำเรียนเป็นหลักเท่านั้น อย่างไรก็ตาม อาจเพราะมีคุณพ่อเป็นนักฟุตบอลอาชีพเลยทำให้เจ้าตัวค่อย ๆ ซึมซับความรักที่มีต่อกีฬาประเภทนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขั้นว่าแม้ตัวเองจะมีความเฉลียวฉลาดและโดดเด่นในด้านวิชาการจนสามารถสอบเทียบมหาลัยได้สบาย ๆ แต่กลับเลือกมุ่งหน้าเดินตามความฝันที่อยากติดทีมชาติอังกฤษสักครั้งในชีวิต เด็กเส้นแห่งทีมเยาวชนเวสต์แฮม เมื่อตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว จึงได้รับการแนะนำจากครอบครัวให้เข้าไปฝึกฝนในทีมเยาวชนเวสต์แฮม ซึ่งมันก็คงจะไม่มีเรื่องปวดหัวตามมา ถ้าไม่บังเอิญว่าคุณพ่อกับคุณลุงของเขาดันทำงานเป็นผู้ช่วยโค้ชและผู้จัดการทีมชุดใหญ่อยู่ในขณะนั้น พอเรื่องราวเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ตามมาคือคำดูถูกเหยียดหยามว่าเป็น “เด็กเส้น” จากเหล่าแฟนบอลทั่วสารทิศ จนทำให้ตัวแลมพาร์ดเองต้องเผชิญกับแรงกดดันจากทั้งในและนอกสนามอยู่ตลอดเวลา แต่เขาก็จัดการปิดปากเหล่าสาวกได้สำเร็จด้วยผลงาน 38 ประตูจาก 187 นัดตลอดการค้าแข้งในถิ่นเวสต์แฮม

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือผู้ลิขิตชะตาชีวิตปีศาจแดง

ในการศึกสงครามหากคุณสูญเสียผู้บัญชาการกองทัพไป ย่อมมิอาจกำชัยในสมรภูมินั้น ๆ ได้ ประโยคนี้อาจนำมาใช้กับวงการฟุตบอลได้เช่นเดียวกัน เพราะนับตั้งแต่ที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ประกาศวางมือจากตำแหน่งผู้จัดการทีม ใครจะเชื่อว่าสโมสรอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่ครองความยิ่งใหญ่มานานแสนนาน กลับต้องพุ่งชนกับความล้มเหลวและพ่ายแพ้ในสังเวียนต่าง ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า เราอยากจะพาคุณย้อนอดีตไปรู้จักกับความเป็นมาของชายผู้นี้กันดีกว่าว่า เหตุใดคนเพียงคนเดียวจึงสร้างผลกระทบไปสู่วงกว้างได้มากมายถึงเพียงนี้ 13 แชมป์ลีก 26 แชมป์บอลถ้วยรายการต่าง ๆ คือสถิติที่ยืนยันถึงความสำเร็จของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ทำไว้ได้เป็นอย่างดี โดยประวัติศาสตร์เปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ปี 1986 ที่ชายคนนี้ก้าวเข้ามากู้ศรัทธาเหล่าแฟนบอลจากสภาวะความตกต่ำที่กำลังจมอยู่ในอันดับที่ 4 จากท้ายตาราง หน้าที่สำคัญของเขาจึงจำเป็นต้องพาทีมหนีรอดจากการตกชั้นให้ได้ ซึ่งสุดท้ายก็ทำได้สำเร็จด้วยการจบอันดับที่ 11 ในท้ายฤดูกาล แถมในปีต่อมายังพาทีมคว้าตำแหน่งรองแชมป์อีกด้วย แต่ ณ ขณะนั้นไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าบนเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบกำลังมีหายนะรออยู่ เพราะในฤดูกาล 1989/1990 ทีมเริ่มทำผลงานดิ่งลงเหวจนหล่นไปอยู่ท้ายตารางอีกครั้ง เหล่าแฟนบอลที่เคยสนับสนุนจึงเริ่มออกมาประท้วงขับไล่ผู้จัดการทีม

3 ช่วงเวลาแห่งปาฏิหาริย์ของเหล่าสโมสรชั้นนำอังกฤษ

ในฤดูกาล 2018/2019 มีหลาย ๆ เกมการแข่งขันที่ทำให้แฟนบอลแทบคลั่ง ทั้งในนัดที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดพลิกกลับมาชนะปารีส แซงต์ แชร์กแมงแบบที่ไม่มีใครคาดคิด หรือจะเป็นแมตช์ที่ลิเวอร์พูลคืนชีพถล่มบาร์เซโลน่าจนไปคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อย่างไม่มีใครคาดฝัน แต่จริง ๆ แล้วนี่ยังไม่ใช่ที่สุดของความเร้าใจที่เคยเกิดขึ้นหรอก โดยเราได้ทำการรวบรวม 3 ช่วงเวลาแห่งการเปิดประตูสู่หน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของเหล่าสโมสรชั้นนำอังกฤษมาให้คุณได้ตกตะลึงและหวนนึกถึงกัน แต่ตรงใจใครหลาย ๆ คนหรือไม่ไปดูพร้อม ๆ กันได้เลย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ VS ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส นี่คือช่วงเวลาที่เหล่าแฟนบอลเรือใบสีฟ้าต่างรอคอย โดย ณ ขณะนั้นทีมมีโอกาสเข้าใกล้บัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุดในรอบ 44 ปีที่ผ่านมา ซึ่งก่อนเริ่มเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาลแมนเชสเตอร์ ซิตี้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต่างมีคะแนนเท่ากันอยู่ที่ 86 แต้มและเป็นทางซิตี้ที่มีประตูได้เสียดีกว่า ดังนั้นขอแค่เพียงพวกเขาชนะก็จะสามารถคว้าแชมป์มาครองได้ทันที แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นดั่งใจคิด เมื่อช่วงท้ายเกมดันตามหลังคู่แข่งอย่างควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์สอยู่ 1 ประตูต่อ 2

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับแผงปราการเหล็กกล้ามูลค่า 8 พันล้าน

ตั้งแต่ที่ได้กุนซืออย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เข้ามาบัญชาการทัพ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็มีผลงานเกมรุกยอดเยี่ยมโดยยิงรวมกันไปไม่น้อยกว่าฤดูกาลละ 100 ประตูจนคู่ต่อสู้ต่างพากันหวาดผวา ซึ่งตรงจุดนี้อาจทำให้หลาย ๆ คนลืมไปว่าแท้จริงแล้ว ก่อนจะมีเกมรุกที่ประสิทธิภาพยอดเยี่ยมขนาดนี้ สิ่งแรกที่เป๊ปเข้ามารื้อระบบและเสริมจุดบกพร่องก่อนเลยคือ แผงเกมรับ จากสถิติการซื้อขายของทางซิตี้ ได้ใช้เงินซื้อแผงปราการหลังไปทั้งสิ้นกว่า 229 ล้านยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 8 พันล้านบาทเลยทีเดียว ซึ่งแต่ละคนจะทำผลงานได้คุ้มกับค่าตัวหรือไม่เราจะพาไปเจาะลึกสถิติต่าง ๆ กัน จอห์น สโตนส์ ถือเป็นคนแรกในบรรดากองหลังที่เป็ปได้สั่งนำเข้ามาจากเอฟเวอร์ตันด้วยมูลค่า 55 ล้านยูโร ซึ่งจุดเด่นของนักเตะรายนี้อยู่ที่การออกบอลจากแดนหลังได้ดี โดยมีสถิติบันทึกไว้ว่าตลอด 3 ปีที่ย้ายมาอยู่กับเรือใบสีฟ้า สโตนส์มีอัตราการผ่านบอลสำเร็จไม่เคยต่ำกว่า 91% แถมค่าเฉลี่ยที่เรากำลังพูดอยู่นี้ยังรวมการจ่ายบอลยาวที่มากถึง 4.3 ครั้งต่อเกมอีกด้วย ขณะที่การเคลียร์บอลอันตรายและดวลลูกกลางอากาศก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ โดยทำได้ที่เกมละ 2.5 ครั้งโดยเฉลี่ย เบนฌาแม็ง เมนดี้ แบ็คซ้ายสัญชาติฝรั่งเศสย้ายมาจากโมนาโก้ด้วยค่าตัว 58 ล้านยูโร